Slide

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ส่วนประกอบของกล้อง Digital
ส่วนประกอบหลัก ๆ ของกล้องดิจิทัล มีดังนี้

1. ตัวกล้อง มีลักษณะเป็นกล่องทึบแสงซึ่งมีหน้าที่ไม่ให้แสงสว่างผ่านเข้าไปยังตัวกล้องได้ ตัวกล้องมีขนาดแตกต่างกันไปตามคุณภาพและราคาของกล้อง

2. เลนส์ กล้องดิจิทัลส่วนใหญ่จะไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่หากกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้จะมีราคาแพงและมักใช้งานในระดับมืออาชีพ เลนส์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามายังตัวรับแสงของกล้อง วัสดุที่ใช้ในการทำเลนส์มี 2 ชนิดคือ พลาสติกและแก้ว ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งคุณภาพและราคา



2.1 เลนส์พลาสติก ซึ่งมีราคาถูก ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพต่ำ มักจะใช้ในกล้องรุ่นเก่า

2.2 เลนส์ที่ทำจากแก้ว มีความใสมากกว่าเลนส์พลาสติก สามารถซูมได้ทั้งแบบ Digital Zoom และ Optical Zoom จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

3. ช่องมองภาพ เพื่อใช้มองภาพและจัดองค์ประกอบของภาพแล้วถ่ายภาพได้ทันที นอกจากนี้ยังมีช่องมองภาพที่เป็นจอ LCD ติดอยู่กับตัวกล้อง ทำงานเช่นเดียวกับช่องมองภาพธรรมดา ภาพที่ปรากฎจะเหมือนกับภาพที่ถ่ายออกมาได้ทุกประการ ช่องมองภาพมี 2 ชนิดคือ

3.1 ช่องมองภาพแบบเล็งแล้วถ่าย (Optical Viewfinder) เป็นช่องมองภาพแบบที่ใช้ในกล้องราคาถูกให้ภาพที่ละเอียดไม่มากนัก การใช้งานสามารถเล็งได้โดยตรงจากช่องมองภาพแล้วออกไปได้ทันทีกล้องดิจิทัลที่มีช่องมองภาพแบบนี้จะเป็นกล้องดิจิทัลอัตโนมัติ ไม่ต้องปรับแต่งค่ามากนักก็สามารถเล็งผ่านช่องแล้วกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพได้ทันที


3.2 ช่องมองภาพแบบจอ LCD (Liquid Crystal Display) เป็นช่องมองภาพที่สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่งสำหรับกล้องดิจิทัล เพราะสามารถมองผ่านทางจอ LCD แล้วจัดองค์ประกอบของภาพได้ และยังสามารถเลือกภาพที่ได้ถ่ายไปแล้วขึ้นมาดูได้ทันที หากไม่พอใจก็สามารถลบภาพออกได้ ทำให้ไม่เสียเวลาในการถ่ายและเลือกภาพที่ต้องการ จอ LCD จะมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกันตามราคาและยี่ห้อของกล้อง หากเป็นจอคุณภาพต่ำจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างหรือมองจากพื้นที่ ๆ มีแสงสว่างมาก ๆ ข้อจำกัดของจอ LCD คือสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในกล้องดิจิทัลเสื่อมเร็วเมื่อเปิดจอ LCD ไว้ตลอดเวลา ดังนั้น ควรปิดหน้าจอ LCD ไว้ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน

4. แบตเตอรี่ การทำงานของกล้องดิจิทัลต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่หรือพลังงานจากหม้อแปลงไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่ใช้กับกล้องดิจิทัลมีหลายประเภท ดังนี้

4.1 แบตเตอรี่แบบอัลคาไลน์ AA มีอายุการใช้งานไม่นานนัก เนื่องจากกล้องดิจิทัลส่วนใหญ่มีจอภาพLCD ซึ่งใช้พลังงานสูง

4.2 แบตเตอรี่แบบ NiCD เป็นแบตเตอรี่ที่เก็บไฟได้น้อยและใช้งานได้ไม่นานนัก จึงไม่นิยมใช้แม้ว่าจะมีราคาถูก แต่สามารถชาร์จไฟและนำมากลับมาใช้ได้อีก แต่การชาร์จไฟนั้นจะต้องรอให้ใช้งานจนหมดก่อนจึงทำการชาร์จได้

4.3 แบตเตอรี่แบบ NiMH เป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากน้ำหนักเบา เก็บไฟได้นาน สามารถชาร์จได้ทันทีและบ่อยครั้งโดยไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่ หมดก่อน คุณภาพดี ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย

4.4 แบตเตอรี่แบบ Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและราคาแพง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เก็บกระแสไฟได้นานและมากกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่ต้องการ นิยมใช้ กับกล้องที่มีราคาแพงและคุณภาพสูงนอกจากแบตเตอรี่แล้ว ที่ชาร์จแบตเตอรี่นับเป็นอุปกรณ์เสริมสำคัญต่อการใช้งานกล้องดิจิทัล ที่ชาร์จแบตเตอรี่มี 2 ชนิดคือ การชาร์จแบบเร็ว คือใช้เวลาชาร์จเพียง2-3 ชั่วโมง แต่ประจุไฟฟ้าที่ชาร์จเข้าไปจะไม่เต็มที่นัก การชาร์จแบบช้า ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยถนอมแบตเตอรี่มากกว่าและเกิดความร้อนน้อยกว่าแบบเร็ว

5. หน่วยความจำ เปรียบเทียบได้กับฟิล์มของกล้องถ่ายภาพธรรมดา หน่วยความจำทำหน้าที่ในการบันทึกภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิทัลลงบนหน่วยความจำของตัวกล้องซึ่งมี 2 ประเภท ดังนี้

5.1 หน่วยความจำภายใน มีหน้าที่เก็บข้อมูลของภาพลงในตัวกล้อง เมื่อต้องการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพออกมาใช้งานต้องทำการต่อสายออกจากตัวกล้องผ่านทางพอร์ตต่าง ๆ ที่ตัวกล้องใช้งานอยู่แล้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพริ้นเตอร์ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้

5.2 หน่วยความจำภายนอก ส่วนใหญ่กล้องดิจิทัลจะใช้หน่วยความจำประเภท Flash Memory ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลขนาดเล็ก หน่วยเก็บข้อมูลที่นิยมใช้อยู่ในกล้องนั้นจะมี Compact Flash และ Smart Card ซึ่งมีความจุในการเก็บข้อมูลต่างกันออกไปตามราคา โดยส่วนมากจะเก็บข้อมูลได้ต่ำที่สุด 16 เมกะไบต์

5.3 หน่วยความจำแบบอื่น ๆ จะใช้งานแตกต่างกันไปตามยี่ห้อของกล้อง ได้แก่

5.3.1 CompactFlash เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่พัฒนามาจากมาตรฐานของ PC Card (PCMCIA) พัฒนาขึ้นโดยบริษัท SanDisk มีขนาด ประมาณกล่องไม้ขีดขนาดเล็ก และใช้ เทคโนโลยี Flash ในการเก็บข้อมูล

5.3.2 Ultra CompactFloash พัฒนาโดยบริษัท SanDisk เป็นหน่วยความจำ Flash ความเร็วสูงถึง 2.8 เมกะไบต์ต่อวินาที ทำให้สามารถนำไปใช้ งานกับกล้องดิจิทัลประสิทธิภาพสูงได้เป็นอย่างดี สามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า CompactFlash ธรรมดาถึง 2 เท่า

5.3.3 Memmory Stick พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Sony ปัจจุบันมี 2 แบบคือ Memmory Stick ขนาด 21.5x50x2.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 4 กรัม และขนาด 20x31x1.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 2MB/s สำหรับการบันทึกและ 2.45 MB/s สำหรับการอ่านข้อมูล

5.3.4 SmartMedia พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Tochiba เป็นหน่วยความจำแฟลช SSFDC (Solid State Floppy Disk Card) ขนาด 37x45x0.76 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.8 กรัม แต่มีข้อเสียคือหน้าสัมผัสการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเสียหายของข้อมูลได้ง่ายกว่า Flash Memory ชนิดอื่น ๆ

5.3.5 Secure Digital (SD) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Matsushita Electronic Industrial มีขนาด 24x32x2.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม มีความเร็วแสงในการส่งผ่านข้อมูล 10 MB/s

5.3.6 Multimedia Card (MMC) ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง SanDisk Corporation และ Siemens มีขนาดเล็กที่สุดเพียง 24x31x1.4 มิลลิเมตร น้ำหนักน้อยกว่า 2 กรัม นิยมใช้ในกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์เล่นเพลง MP3 หรืออุปกรณ์พกพาอีกหลายชนิด

6. ปุ่มควบคุมการทำงาน มีหน้าที่จัดการกับลักษณะของภาพถ่าย จะทำงานคู่กับเมนูการทำงานที่จะแสดงผลออกทางจอ LCD กับตัวกล้อง ซึ่งกล้องแต่ละตัวก็จะมีการทำงานของปุ่มควบคุมการทำงานและเมนูควบคุม การทำงานที่ต่างกันออกไป กล้องราคาถูกแบบอัตโนมัติจะมีปุ่มควบคุมการทำงานไม่มากนัก แต่หากเป็นกล้องราคาแพงและประสิทธิภาพสูงจะมีปุ่มการทำงานมากและมีการทำงานที่ซับซ้อนมากยึ่งขึ้น

7. ชัตเตอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวเปิดและปิดหน้ากล้องในการรับแสงว่าจะเปิดให้แสงที่สะท้อนจากวัตถุผ่านได้นานเท่าใด โดยส่วนมากชัตเตอร์ของกล้องดิจิทัลจะสามารถ กดได้ 2 ระดับคือ การกดชัตเตอร์แล้วยกขึ้นทันที ซึ่งเป็นการหาตำแหน่งโฟกัสของภาพ และการกดชัตเตอร์ค้างไว้ประมาณ 1-2 วินาทีเป็นการเปิดหน้ากล้องเพื่อทำการถ่ายภาพจริง ๆ

หลักการทำงานของกล้องดิจิตอล

หลักการทำงานของกล้องดิจิทัลมีความคล้ายคลึงกับกล้อง 35 มม. ที่ใช้ฟิล์มธรรมดาทั่วไป คือมีเลนส์สำหรับรับแสงที่สะท้อนจากวัตถุ และมีรูปรับแสง (Aperture) ซึ่งสามารถปรับขนาดได้ มีชัตเตอร์สำหรับ
เปิดรับแสงในปริมาณและนานเท่าใด ส่วนความแตกต่างจะอยู่ที่ตัวรับแสงของกล้อง กล้องดิจิทัลใช้ตัวรับแสงที่เรียกว่า CCD (Charge-Couply Device) ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสงแทนฟิล์ม และ CCD นี้จะมีทางยาวโฟกัสที่สั้น ทำให้ได้มุมมองของภาพ (Angle of View) แคบ เนื่องจากตัวรับภาพมีขนาดที่เล็กกว่าฟิล์มกล้องดิจิทัลมีการทำงานในขั้นตอนต่าง ๆ ของกล้อง 35 มม. คือ การล้าง อัด ขยาย เอาไว้ในขั้นตอนเดียวกันแบตเตอรี่ที่ใช้ในกล้องดิจิทัลมี 2 แบบคือ แบตเตอรี่ที่ใช้ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก และแบตเตอรรี่ที่นำกลับมาใช้งานได้อีกโดยการชาร์จ กล้องดิจิทัลจึงมีความสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่ากล้อง 35 มม. เนื่องจากกล้องดิจิทัลมีส่วนประกอบของการแสดงผลออกมาทางช่องมองภาพแบบ LCD ซึ่งเปรียบได้กับช่องมองภาพของ กล้องแบบธรรมดา และหากเป็นกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ที่มีความละเอียดสูงจะมีช่องมองภาพอยู่ทั้ง 2 แบบ คือ ช่องมองภาพแบบออปติคอลและแบบดิจิทัล การทำงานของกล้องดิจิทัลประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ดังนี้



1. ระบบซูมภาพในกล้องดิจิทัล
ระบบการซูมภาพในกล้องดิจิทัลมี 2 ชนิดคือ
1.1 Digital Zoom เป็นการซูมที่มีอยู่ในกล้องทั่ว ๆ ไป ได้ภาพที่มีคุณภาพพอใช้ได้ แต่หากซูมภาพเข้ามามากเกินไปจะทำให้ความคมชัดของภาพลดลง เนื่องจากไม่ได้เป็นการซูมภาพอย่างแท้จริง แต่เป็น เพียงการขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น และการซูมภาพชนิดนี้จะมีระยะโฟกัสที่มีสามารถปรับแต่งได้

1.2 Optical Zoom เป็นการซูมด้วยเลนส์ของกล้อง จะได้ภาพที่คมชัด และภาพไม่เบลอเมื่อซูมภาพเข้ามาในระยะใกล้ การซูมแบบ Opitcal นิยมใช้ในการถ่ายภาพระยะใกล้เพราะจะได้ภาพที่ออกมาชัดเจน มีความคมชัดทุกจุด

2. ตัวรับภาพ CCD และความละเอียดของภาพตัวรับภาพบนกล้องดิจิทัลมี 2 ชนิดคือ CCD (Charge-Couply Device) และ CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) กล้องดิจิทัลในปัจจุบันจะใช้ CCD เป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสงของกล้องและรับรู้ระดับของความสว่างหรือเข้มของแสงเท่านั้น แต่ไม่สามารถรับรู้หรือแยกสีได้ CCD ที่รับรู้สีต่าง ๆ ได้จะต้องวางฟิลเตอร์ลงบนชิป กล้องระดับกลางหรือกล้องที่ใช้ทั่วไปนิยมใช้ฟิลเตอร์ RGB (Red Green Blue) ซึ่งจะวางสลับกันเป็นตารางอย่างเป็นระเบียบ ตัวรับภาพ CCD ที่บันทึกได้นั้นเรียกว่า Bit Depth หรือค่าความชัดลึก กล้องดิจิทัลทั่วไปสามารถบันทึกค่าความลึกได้ที 24 บิต เช่น กล้องที่ใช้ฟิลเตอร์ RGB จะมีค่าความลึกอย่างละ 8 บิต ได้แก่ R=8 บิต G=8 บิต B=8 บิต ก็จะได้ค่าความลึกที่ 24 บิต โดยจะเรียกค่าความละเอียด เช่น 5 ล้านพิกเซล, 4.1 ล้านพิกเซล และ 3.34 ล้านพิกเซล จำนวนพิกเซลที่มากจะหมายถึงความคมชัดของภาพที่จะมีความคมชัดมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากสามารถบันทึกรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น ซึ่งความละเอียดของภาพจะระบุในคู่มือการใช้งานกล้องดิจิทัล หรือตรวจสอบได้จากขนาดของภาพสูงสุดที่กล้องสามารถถ่ายได้ เช่น ภาพที่มีขนาด 2,048 x 1,536 เมื่อคูณขนาดทั้งแนวตั้งและแนวนอนทั้ง 2 เข้าด้วยกันจะได้ความละเอียดเท่ากับ 3,145,728 ซึ่งจะเป็นค่าพิกเซลโดยประมาณ คือมีความละเอียดประมาณ 3 ล้านพิกเซลความละเอียดของภาพจากกล้องดิจิทัลหมายถึงจำนวนพิกเซล (Pixel) ที่อยู่บนตัวรับภาพทั้งหมด ความละเอียดของภาพหรือพิกเซล เป็นการนำจุดที่เป็นสีหลายสีหลาย ๆ จุดมาต่อกันให้ได้เป็นภาพออกมา หากมองโดยทั่วไปจะไม่เห็นความแตกต่างว่าภาพเหล่านั้นมีจุดจำนวนมากต่อกันอยู่ ในทางทฤษฎีเรียกภาพนี้ว่า ภาพแบบ Raster หมายถึงภาพที่นำเอาเม็ดสีจำนวนนับหมื่นนับแสนมาเรียงต่อกันแล้วเกิดเป็นรูป และเมื่อขยายภาพเหล่านั้นออกมาจะพบว่ามีเม็ดสีจำนวนมาก เรียงกันอยู่ ส่วนภาพอีกลักษณะหนึ่งจะเป็นภาพที่เรียกว่า ภาพแบบ Vector ซึ่งจะไม่มีอยู่ภายในกล้องดิจิทัล เพราะเป็นภาพที่เกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา เมื่อขยายภาพเข้ามาในระยะใกล้ ๆ จะไม่พบอาการแตกของภาพเลย เนื่องจากภาพแบบ Vector เกิดจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากพิกเซลเหมือนกับภาพแบบ Raster
ความละเอียดของภาพจะเป็นตัวกำหนดประเภทของกล้องดิจิทัลได้ 4 ระดับคือ

1. กล้องความละเอียดต่ำมาก มักจะเป็นกล้องรุ่นเก่า หรือ กล้องประเภท WebCam ซึ่งมีความละเอียดไม่เกิน 3 แสนพิกเซล
2. กล้องความละเอียดต่ำ มีความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 3 แสน – 1.5 ล้านพิกเซล
3. กล้องความละเอียดปานกลาง เป็นกล้องที่มีราคาอยู่ในระดับปานกลาง ภาพถ่ายมีคุณภาพพอใช้ได้ มีความละเอียดอยู่ที่ 2.1 – 4 ล้านพิกเซล
4. กล้องความละเอียดสูง มีความละเอียดมากกว่า 4 ล้านพิกเซล ตัวกล้องมีราคาค่อนข้างสูงและมีคุณภาพดี
3. ค่าความไวแสงและความเร็วชัตเตอร์ค่าความไวแสงของกล้องหรือ ISO นั้นจะเป็นความไวในการเปิดรับ แสง โดยที่ตัวเลขของ ISO มากก็จะมีค่าความไวแสงที่มากตามไปด้วย ถึงแม้ว่าค่า ISO ที่มีค่ามาก ๆ นั้นจะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่างน้อย ๆ ได้ แต่มีข้อจำกัดคือ เมื่อนำภาพที่ได้มาขยายดูก็จะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ จำนวนมาก ทำให้ภาพที่มีความหยาบพอสมควรความเร็วชัตเตอร์ ชัตเตอร์มีหน้าที่เป็นตัวกำหนดการเปิด-ปิดของรูรับแสงว่าจะให้มีการเปิด-ปิดนานมากน้อยเพียงใดเพื่อให้แสงผ่าน การเปิด-ปิดชัตเตอร์นี้เรียกว่า ความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งจะวัดเป็นเศษส่วนของวินาที เช่น 1/50 วินาที หรือ 1/500 วินาทีความเร็วของชัตเตอร์ที่มีจำนวนส่วนมากจะเป็นตัวช่วยให้จับการเคลื่อนไหวของภาพที่ถ่ายให้หยุดนิ่งได้ เช่น การถ่ายภาพรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน ส่วนความเร็วชัตเตอร์ที่มีส่วนต่ำ เช่น การถ่ายภาพการไหลของน้ำ การถ่ายภาพที่มีความเร็วชัตเตอร์ต่ำควรใช้ขาตั้งกล้องในขณะถ่าย เพราะช่วงเวลาในการเปิดรับแสงจะนาน หากมือไม่นิ่งพอจะทำให้เกิดการเบลอของภาพได้

4. การนำภาพออกจากกล้องดิจิทัลการนำรูปภาพที่ถ่ายมาใช้งานมีวิธีการทำหลายวิธีขึ้นอยู่กับประเภทของกล้อง กล้องที่ใช้หน่วยความจำแบบภายในที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ จะต้องเชื่อมต่อโดยตรงจากกล้องสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังนี้
1. Docking Station เป็นพอร์ตที่มีการถ่ายโอนข้อมูลสมัยแรกที่มีการเริ่มใช้กล้องดิจิทัล มีลักษณะ เป็นฐานสำหรับเสียบตัวกล้องเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีการเก็บข้อมูลประเภท Flash Memory ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้การถ่ายโอนข้อมูลแบบนี้แล้ว

2. FireWire Port (IEEE1394) เป็นพอร์ตที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Apple แต่ผู้ผลิตรายอื่น ๆ จะเรียกชื่อต่างกันไป เช่น บริษัท Sony ตั้งชื่อว่า iLink ส่วนชื่อเรียกมาตรฐานสากลคือ IEEE1394 แต่ถ้าใช้กับกล้องดิจิทัลวีดีโอจะเรียกว่าพอร์ต DV ทั้งนี้พอร์ตดังกล่าวสามารถใช้งานร่วมกันได้ภายใต้มาตรฐานที่ได้ กำหนดขึ้นมาพอร์ต FireWire เป็นพอร์ตความเร็วสูง นิยมใช้ในกล้องวีดิโอดิจิทัล DV และกล้องถ่ายภาพดิจิทัลระดับสูง เนื่องจากมีความเร็วสูงถึง 400 ล้านบิตต่อวินาที (400Mbits/s) มีคุณสมบัติ Plug & Play สามารถต่ออุปกรณ์ได้ 63 ชิ้นต่อ 1 พอร์ต แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลเนื่องจากราคาแพงและคอมพิวเตอร์ทั่วไปมักจะไม่มีพอร์ตFireWire หากต้องการใช้ต้องติดตั้งการ์ด FireWire เพิ่มอีก

3. USB port (Universal Serial Port) เป็นพอร์ตที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลมากที่สุดในปัจจุบันเนื่องจากมีความเร็วสูง สามารถถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 12 ล้านบิตต่อวินาที(12Mbits/s) และมีคุณสมบัติ Hotplug คือสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านทางพอร์ต USB ได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดเครื่องก่อน

4. Parallel Port เป็นการเชื่อมต่อสำหรับกล้องดิจิทัลรุ่นเก่า ๆ เพราะมีความเร็วต่ำในการส่งผ่านข้อมูล ทำให้เสียเวลาในการ Upload และ Download ข้อมูลในแต่ละครั้งเป็นอย่างมาก จึงไม่เป็นที่นิยมใช้มากนัก

5. Serial port เป็นพอร์ตแบบเก่า มีความเร็วในการเชื่อมต่อต่ำ นิยมใช้ต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก เช่น โมเด็ม และเมาส์ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ 115,200 บิตต่อวินาที Serial port จะอยู่บริเวณด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมคางหมู มีขา 9 ขา (9 pin) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตแบบนี้จะต้องรีสตาร์ตเครื่องก่อนคอมพิวเตอร์จึงจะสามารถมองเห็นอุปกรณ์ที่ต่ออยู่ได้ ทำให้ยุ่งยากในการใช้งาน จึงไม่เป็นที่นิยมใช้

6. SCSI Port เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้การ์ด SCSI เป็นตัวกลางการเชื่อมต่อ มีความเร็วและเสถียรภาพในการทำงานสูง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง

7. Card Adapter เป็นการเชื่อมต่อที่ต้องใช้การบันทึกแบบ Flash Memory สามารถถอดเปลี่ยนได้ ถ่ายโอนข้อมูลผ่านทางเครื่องอ่าน Flash Memory หรือที่เรียกว่า Card Adapter ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย การบำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก และราคาไม่สูงนักกล้องดิจิทัลที่มีการบันทึกข้อมูลลงบนตัวเก็บข้อมูลประเภท Flash Memory สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้ 2 แบบคือ การส่งข้อมูลโดยตรงจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์โดยตรง และการนำ Flash Memory มาอ่านข้อมูลผ่านทางเครื่องอ่าน Flash Memory ชนิดนั้น ๆ วิธีการรับ-ส่งข้อมูลจากกล้องดิจิทัลไปยังคอมพิวเตอร์นั้นเรียกว่า Download และ Upload การ Download เป็นการส่งข้อมูล เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์กำลังดึงข้อมูลมาจากกล้องดิจิทัล ส่วนการ Upload เป็นการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังกล้องดิจิทัล
การจัดการถ่ายภาพของกล้องดิจิตอล

หลังจากการถ่ายภาพได้ตามต้องการแล้ว ภาพทั้งหมดจะถูกเก็บในการ์ดหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้งานจะต้องถ่ายโอนภาพลงเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะตกแต่งภาพหรือนำไปพิมพ์ภาพ วิธีการจัดการกับภาพถ่ายบนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีวิธีการดังนี้

1. การเชื่อมต่อกล้องดิจิทัลเข้ากับคอมพิวเตอร์การนำภาพที่ถ่ายไว้ออกมาจากตัวกล้องมีวิธีต่าง ๆ กัน สามารถเลือกบันทึกชนิดของไฟล์รูปภาพ เพื่อนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์ และรวดเร็วมากที่สุดการเชื่อมต่อกล้องดิจิทัลเข้ากับคอมพิวเตอร์ทำได้หลายวิธี วิธีที่นิยมใช้และสะดวกในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ

1.1 การส่งภาพผ่านทางพอร์ต USB เป็นการเชื่อมต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรงด้วยการเสียบสายUSB จากตัวกล้องเข้าไปยังด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วทำการติดตั้งไดรเวอร์ซึ่งจะมีซอฟ์แวร์จัดการภาพถ่ายติดตั้งให้มาด้วยแล้ว จะมองเห็นไดรว์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ไดรว์ที่มีการใช้งานเช่นเดียวกับไดรว์ทั่วไปคือสามารถลบและจัดการไฟล์ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในไดรว์ได้ และการอ่านหน่วยความจำโดยตรงจากตัวกล้องซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องอ่าน Flash Memoryอยู่ภายในกล้องเอง การเชื่อมต่อประเภทนี้จะพบในกล้องที่มีราคาไม่สูงนัก หากเป็นกล้องที่มีความละเอียดสูง ไฟล์จะมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเก็บลงในตัวกล้องได้เพียงพอ ต้องอาศัยหน่วยความจำจากภายนอกเข้ามาเป็นตัวจัดเก็บข้อมูลแทน จึงจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1.2 การส่งภาพผ่านทาง Adapter Card เป็นการส่งข้อมูลสำหรับกล้องดิจิทัลที่ใช้หน่วยความจำภายนอกประเภท Flash Memory ซึ่งใช้หน่วยความจำที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะใช้หน่วยความจำที่เรียกว่า Compact Flash และ Smart Media เครื่องอ่าน Flash Memory จะใช้งานเชื่อมต่อ กับคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางพอร์ต USB และสามารถใช้งานได้ทันทีที่ติดตั้งไดรเวอร์ โดยจะมองเห็นไดรเวอร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ไดรว์เช่นเดียวกับการส่งภาพโดยตรงจากกล้องดิจิทัลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต USB จะส่งข้อมูลภาพได้รวดเร็ว จึงทำให้การส่งข้อมูลภาพผ่านทางพอร์ตUSB ของ Adapter Card ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
2. การอ่านรูปภาพจากกล้องดิจิทัลผ่านโปรแกรม ACDSee และ Photoshopซอฟ์ตแวร์ที่ให้มาพร้อมกับตัวกล้องจะสามารถดึงภาพจากกล้องดิจิทัลมาไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะไม่สามารถตกแต่งภาพและจัดการภาพถ่ายนั้นได้ หรือได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่าโปรแกรมที่ทำงานเกี่ยวกับการตกแต่งภาพโดยตรงเช่น โปรแกรม ACDSee และ Photoshop ทั้ง 2 โปรแกรมนี้สามารถดึงภาพจากกล้องดิจิทัลและปรับแต่งได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งภาพ การเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์ภาพให้เป็นไปตามต้องการอย่างง่ายดาย

2.1 การ Import ผ่านโปรแกรม ACDSee

2.1.1 การ Import ผ่านโปรแกรม ACDSee ชื่อของเมนูในการ download ภาพจากตัวกล้องเข้าสู่คอมพิวเตอร์จะแตกต่างกันออกไปตามไดรเวอร์ยี่ห้อกล้องซึ่งมีชื่อเรียกต่างกัน แต่จะอยู่ตำแหน่งเดียวกัน โดยเข้าไปที่เมนู File แล้วเลือก Acquire หรือกด Ctrl+A

2.1.2 หลังจากนั้นจะได้ซอฟ์ตแวร์การจัดการภาพถ่าย มีลักษณะและการใช้งานที่ต่างกันตามยี่ห้อและรุ่น

2.1.3 ทำการเลือกรูปภาพที่ต้องการและ download ภาพจากตัวกล้องลงเครื่องคอมพิวเตอร์

2.2 การ Import ผ่านโปรแกรม Photoshop

2.2.1 เข้าไปที่เมนู File และเลือก Import หลังจากนั้นทำการเลือกอุปกรณ์ที่ต้องการถ่ายโอนข้อมูลภาพมาไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Digimax35 MP3

2.2.2 เมื่อเลือกแล้วจะได้ซอฟ์ตแวร์จัดการภาพถ่ายเช่นเดียวกับการใช้โปรแกรม ACDSee หรือPhotoshop จะทำการเรียกซอฟ์ตแวร์ที่ได้ทำการติดตั้งพร้อมกับไดรเวอวร์ขึ้นมาทำงาน

2.2.3 ทำการเลือกรูปภาพที่ต้องการและ download ภาพจากตัวกล้องลงเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำภาพที่ได้นั้นมาทำการตกแต่งในขั้นตอนต่อไป

2.3 วิธี Import รูปภาพจากหน่วยความจำโดยตัวอ่านข้อมูลแบบต่าง ๆสำหรับกล้องดิจิทัลที่ไม่มีสายUSB เพื่อการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์กับกล้องดิจิทัล จะต้องอาศัยเครื่องอ่านการ์ดหน่วยความจำรูปแบบต่าง ๆ เช่น หน่วยความจำแบบ Compact Flash หรือ SmartMedia หรือ Memory Stick มีการใช้งานที่ง่ายเหมือนกับการใช้ Floppy Disk เมื่อเสียบเครื่องอ่านการ์ดผ่านทางพอร์ต USB เข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วติดตั้งไดรเวอร์ก็สามารถใช้งานได้ทันทีด้วยการนำหน่วยความจำที่ถอดออกมาจากกล้องดิจิทัลมาเสียบเข้ากับเครื่องอ่านการ์ด ก็จะสามารถมองเห็นรูปภาพต่าง ๆ ที่ได้ถ่ายโอนมาสามารถคัดลอกหรือลบไฟล์ภาพเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยกล้องดิจิทัลในการทำงานในส่วนนี้เลย

3. ไฟล์รูปภาพ
การใช้งานรูปภาพนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าต้องการใช้งานในด้านใด ไฟล์รูปภาพที่นำมาใช้งานทั่ว ๆ ไปมีหลายนามสกุล ดังนี้

.BMP เป็นไฟล์มาตรฐานที่ระบบปฏิบัติการ Windows สร้างขึ้นมา เป็นไฟล์ที่สามารถรักษาความละเอียดของภาพได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อจำกัดคือ ไฟล์นั้นจะมีขนาดใหญ่นำมาใช้งานไม่สะดวก

.JPG เป็นไฟล์ที่มีการบันทึกข้อมูลแบบสูญเสียข้อมูล ภาพที่ได้นำมาใช้งานทั่ว ๆ ไป ไฟล์ประเภทนี้จะตัดรายละเอียดของภาพบางส่วนออก ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ไม่สามารถมองเห็นสีได้มากนักเหมาะสำหรับเก็บไว้ดูหรือนำไปลงอินเทอร์เน็ต

.GIF เป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดข้อมูลสูง แต่จะให้ความละเอียดของภาพมากกว่า ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กมาก มักนำมาใช้งานบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เพราะไฟล์ที่มีขนาดเล็กทำให้ไม่เสียเวลาในการ เปิดหน้าเว็บไซต์ที่มีรูปภาพประกอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว

.PSD เป็นไฟล์ที่เกิดจากโปรแกรมตกแต่งรูปภาพคือ Photoshop ไฟล์ประเภทสามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะมีการทำงานเป็นเลเยอร์ มีข้อจำกัดคือมีไฟล์ขนาดใหญ่ และสามารถเปิดได้กับโปรแกรม Photoshop อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเปิดกับโปรแกรมจัดการรูปภาพอื่น ๆ ได้

.TIF เป็นไฟล์ที่ใช้สำหรับงานสิ่งพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ สามารถแสดงผลความละเอียดของภาพได้ทุกระดับตั้งแต่ภาพขาวดำไปจนถึงภาพสี ซึ่งจะนำไปใช้กับงานทางด้านการพิมพ์ สามารถใช้ได้กับทั้งเครื่อง MAC และ PC โปรแกรมที่ใช้ ตัวอย่างเช่น PageMaker

.PNG เป็นไฟล์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ใช้งานได้กับเครื่องที่มีการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการทำงาน และสามารถทำงานอยู่บนคนละระบบปฏิบัติการ เช่น Linux และ Windowsจะเห็นได้ว่าไฟล์แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะการทำงานและการบีบอัดไฟล์ที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งานและความต้องการของผู้ใช้งานว่าต้องการไฟล์แบบใด
ประเภทของไฟล์ภาพที่ใช้ในกล้องดิจิทัล

กล้องดิจิทัลจะเก็บข้อมูลภาพอยู่ในระบบดิจิทัล โดยส่วนมากจะแบ่งไฟล์ในการบันทึกเป็น 3 ประเภท
(ปรีชา จินดามณีศิริกุล 2545: 51) ดังนี้

1. ไฟล์สกุล TIFF (Tagged Image File) ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท Microsoft และ Aldus เป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในการจัดเก็บไฟล์ภาพทั้ง 3 ประเภท เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสียข้อมูล โดยการประมวลผลของโปรแกรมภายในตัวกล้องดิจิทัล สามารถแสดงผลได้ในทุกระดับความละเอียด ตั้งแต่ภาพขาวดำไปจนถึงภาพสี สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย นำไปเปิดกับโปรแกรมที่ใช้ในการตกแต่งรูปภาพ หรือโปรแกรมจัดการภาพถ่ายทั่วไปได้ มีข้อจำกัดคือเป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มาก นิยมนำไปใช้ในงานการพิมพ์ต่าง ๆ ที่ต้องการนำเสนอภาพที่ไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับมากที่สุด เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์โฆษณา

2. ไฟล์สกุล JPEG (Joint Photographic Experts Group) ภาพที่จัดเก็บในสกุลนี้ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดภาพให้ออกมาเป็นบล๊อคของพิกเซล จากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อให้เกิดการบีบอัดในอัตราส่วน 10:1 ไปจนถึง 100:1 ยิ่งภาพมีการบีบอัดมากขึ้นเท่าใด ความละเอียดและความคมชัดจะน้อยลงไปด้วย จึงเป็นที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัล เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก สามารถจัดเก็บภาพลงในหน่วยความจำได้จำนวนมากและสามารถเลือกรูปแบบความละเอียดในการบันทึกได้ เช่น หากต้องการความละเอียดมากก็จะใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมาก ต้องการความละเอียดน้อยก็ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อย การจัดเก็บไฟล์ภาพแบบ JPEG เป็นการลดคุณภาพของภาพถ่าย โดยการตัดสีที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น สีที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้แล้วอาศัยการคำนวณเพื่อจัดเรียงลำดับของสีใหม่ สำหรับไฟล์ภาพประเภทนี้นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วไป ที่ไม่ต้องอาศัยความละเอียดของภาพสูง เช่น ภาพที่นำไปใช้สำหรับการเขียนโฮมเพจ

3. ไฟล์สกุล RAW เป็นไฟล์ที่มีการจัดเก็บในกล้องที่มีค่าความละเอียดมาก ๆ หรือค่า Resolution สูง การบันทึกภาพแต่ละครั้งจะบันทึกลงในกล้องโดยไม่ผ่านการปรับแต่งค่าใด ๆ ถือเป็นการบันทึกแบบข้อมูลดิบ การแสดงผลภาพถ่ายจากโปรแกรมที่มากับตัวกล้อง โปรแกรมอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้ ไฟล์ชนิดนี้มักจะอยู่ในกล้อง SLR ระดับสูงที่มีราคาแพงมาก

4. การจัดเก็บและการตกแต่งภาพในการจัดเก็บและตกแต่งภาพจากกล้องดิจิทัลมีองค์ประกอบสำคัญคือ เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมจัดการรูปภาพ

4.1 คอมพิวเตอร์ที่ใช้กับกล้องดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางให้กล้องดิจิทัลสามารถแสดงรูปภาพและนำภาพเหล่านั้นมาใช้งานตามความต้องการอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยความสามารถในการตกแต่งรูปภาพผ่านโปรแกรมจัดการรูปภาพต่าง ๆ ตามความเหมาะสม องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์มี 2 ส่วนคือ
1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่อุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างและจับต้องได้ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัล มีดังนี้

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) มีความเร็วในการทำงานเป็น MHz CPU ที่มีความเร็วในการ ทำงานสูงจะสามารถทำให้การทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์เร็วขึ้น คุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานกับกล้องดิจิทัลควรอยู่ในระดับ 233 MHz ขึ้นไปเมนบอร์ด (Mainboard) เป็นแผงวงจรที่มีหน้าที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการติดตั้ง CPU และควรมี USB port ติดตั้งมาพร้อมด้วยแรม(Memory) หรือหน่วยความจำหลัก ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บคำสั่งในการทำงานต่าง ๆ ถ้าคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำปริมาณมากจะทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับโปรแกรมด้านกราฟิก แรมที่เหมาะกับการใช้งานกับกล้องดิจิทัลไม่ควรต่ำกว่า 64 MB หากต้องการให้ทำงานอย่างราบรื่นควรมีหน่วยความจำตั้งแต่ 128 MB ขึ้นไปฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลโปรแกรมต่าง ๆ แบบถาวร ติดตั้งอยู่ภายในเครื่อง มีหน่วยความจุเป็นกิกะไบต์ ขนาดที่เหมาะกับการใช้งานควรมีขนาด 4-6 กิกะไบต์ขึ้นไปการ์ดจอ (Video card / VGA card) เป็นอุปกรณ์ควบคุมการแสดงผลของภาพออกมาทางจอคอมพิวเตอร์ ความสามารถของการ์ดจอนั้นจะต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยความจำบนตัวการ์ดจอ ดังนั้นการแสดงผลภาพได้ดีจะต้องมีหน่วยความจำมาก ๆ ไม่ควรต่ำกว่า 8 เมกะไบต์ จอภาพ(Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงภาพ คุณภาพและความคมชัดของการแสดงผลขึ้นอยู่กับขนาดของจอภาพหลอดภาพ และจอแบบแบนหรือจอโค้ง จอภาพที่เหมาะสมควรมีขนาด 15 นิ้วขึ้นไป และแสดงผลได้ไม่ต่ำกว่า 16.7 ล้านสี นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความเที่ยงตรงของภาพและสีในการแสดงผลเครื่องเขียนซีดี (CD Writer) เป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 650 MB เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเก็บภาพถ่ายให้อยู่อย่างทนถาวร เคลื่อนย้ายหรือพกพาได้สะดวก ใช้ประโยชน์ควบคู่กับฮาร์ดดิสก์ซึ่งอาจจะเต็มหรือมีโอกาสชำรุดหรือข้อมูลสูญหายได้เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์เสริมช่วยพิมพ์ภาพที่ต้องการได้อย่างอิสระด้วยการตกแต่งแก้ไขและสั่งพิมพ์ตามความต้องการ เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลคือ เครื่องพิมพ์ประเภทพ่นหมึก (Ing Jet) คุณสมบัติของฮาร์ดแวร์ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งานได้ในระดับหนึ่งหรือเรียกว่าเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำ แต่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีความสามารถและความเร็วในการทำงานสูงเพียงพอที่จะรองรับการทำงานต่าง ๆ ของกล้องดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

2) ซอต์ฟแวร์ (Software) มี 2 ประเภทคือ ซอต์ฟแวร์ระบบและซอฟ์ตแวร์สำเร็จรูป ซอต์ฟแวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์และซอต์ฟแวร์สำเร็จรูป เช่น Windows, Mac OS, Linuxซอต์ฟแวร์สำเร็จรูป หรือ ซอต์ฟแวร์ยูทิลิตี จะทำงานบนซอต์ฟแวร์ระบบอีกทีหนึ่ง เช่นโปรแกรม ACDSee, Photoshop, Winamp

2.1 ซอต์ฟแวร์สำหรับภาพดิจิทัลเมื่อซื้อกล้องดิจิทัลมักจะได้รับซอฟ์ตแวร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงซอต์ฟแวร์ไดรเวอร์ในการโหลดรูปเท่านั้น หรือสามารถใช้จัดหมวดหมู่ภาพ ใช้ตกแต่งภาพ หรือนำภาพนั้นมาสร้างสรรค์งานแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้ตามต้องการ ซอต์ฟแวร์ที่น่าสนใจ (QuickPC 2546: 14-18) มีดังนี้

Ulead Photo Explorer (บราวเซอร์สำหรับภาพถ่ายแบบฟรี ๆ) เป็นโปรแกรมพรีวิวไฟล์ภาพที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ มีลักษณะและความสามารถคล้ายกับโปรแกรม ACDSee แต่โปรแกรม Ulead Photo Explorer 6.02 นี้มีจุดเด่นคือ เป็นฟรีแวร์ที่สามารถใช้งานได้ฟรี ไม่จำกัดเวลา แต่ความสามารถในการทำงานไม่เทียบเท่าโปรแกรมที่ต้องซื้อ ใช้ดูไฟล์ภาพด้วยคำสั่งการใช้ งานพื้นฐาน เช่น การหมุนภาพ การแปลงฟอร์แมนไฟล์ การพิมพ์ภาพทั้งโฟลเดอร์ออกมาเป็นแบบ Thumbnails การ upload ภาพขึ้นเว็บการสร้าง สกรีนเซิร์ฟเวอร์ ผู้ที่ต้องการใช้สามารถ download โปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ www.download.com

ACDSee Power pack (บริหารจัดการภาพถ่ายอย่างเป็นระบบ) ACDSee เป็นโปรแกรมสำหรับการ view ภาพหรือไฟล์ภาพชนิดต่าง ๆ ที่ดีที่สุดโปรแกรมหนึ่ง เนื่องจากสามารถพรีวิวไฟล์กราฟิกได้หลายฟอร์แมต ไม่ว่าจะเป็น TIFF, JPEG, GIF และอื่น ๆ ความสามารถของโปรแกรม ACDSee เวอร์ชั่นล่าสุดได้แก่ การจัดหมวดหมู่ของภาพและบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมได้ทันที การเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้หลาย ๆ ไฟล์พร้อมกัน ทำให้สามารถตั้งชื่อไฟล์ออกเป็นหมวดหมู่และใส่ตัวเลขเรียงลำดับแบบอัตโนมัติได้ สามารถแปลงไฟล์ (Convert) จากฟอร์แมตหนึ่งไปยังอีกฟอร์แมตหนึ่ง เช่น เมื่อถ่ายภาพได้ไฟล์ TIFFขนาดใหญ่หลายไฟล์แล้วต้องการส่งไฟล์เหล่านี้ไปทาง e-mail แม้ว่าจะมีการ Zip แล้วก็ยังมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะส่งไปได้ ACDSee สามารถแปลงไฟล์ที่ต้องการส่งให้อยู่ในฟอร์แมตของ JPEG หรือ GIFซึ่งมีขนาดเล็กและส่งไฟล์ทางอินเทอร์เน็ตได้ในชุดของ ACDSee Power Pack ประกอบด้วยโปรแกรมเสริมอีก 2 โปรแกรมคือ

ACD FotoCanvas เป็นโปรแกรมตกแต่งภาพกราฟิกคล้ายกับโปรแกรม Photoshop

ACD FotoSlete เป็นโปรแกรมที่ช่วยนำภาพถ่ายต่าง ๆ มาสร้างเป็นชิ้นงานใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น ปฏิทินโปสการ์ด แล้วสั่งพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต

ACDSee Power Pack เป็นโปรแกรมที่มีราคาแพงคือ 79.99 ดอลล่าร์ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อทดลองใช้ได้ที่เว็บไซต์ www.acdsystem.com

PC Calendar 4.1 (การสร้างปฏิทินภาพถ่ายส่วนตัว)เป็นโปรแกรมสร้างปฏิทินที่ปรากฎบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่สามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์http://www.calendars.fsnet.co.uk/

Snico Edit (สร้างไอคอนด้วยรูปของตัวเอง)เป็นโปรแกรมสร้างไอคอนด้วยรูปของตัวเอง ภาพที่นำมาทำไอคอนควรเป็นรูปที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่หากภาพต้นฉบับมีขนาดใหญ่ควรเลือกเฉพาะส่วนที่ต้องการแล้วตัดเฉพาะส่วนนั้น ๆ ออกมาด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ Win GIMP ก่อน ภาพที่ใช้ทำไอคอนต้องมีขนาด 255x255 พิกเซล ซึ่งเป็นข้อจำกัดของโปรแกรม แต่จะได้ภาพไอคอนที่สวยงาม นอกจากนี้สามารถสร้างไอคอนแบบแอนิเมชั่นและเคอร์เซอร์ได้ โปรแกรมนี้เป็นฟรีแวร์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ www.snidesoft.com

SaverWiz 1.1 (สร้างสกรีนเซิร์ฟเวอร์จากภาพถ่ายของตัวเอง)เป็นโปรแกรมฟรีแวร์ที่ใช้สร้างกรีนเซอร์เวอร์ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เริ่มจากการเลือกภาพถ่ายที่ต้องการทีละภาพหรือหลาย ๆ ภาพ แล้วตั้งชื่อสกรีนเซิร์ฟเวอร์ เลือกรูปแบบหรือเอฟเฟ็กต์ เวลาที่ภาพมีการเปลี่ยน และตั้งเวลาในการเปลี่ยนภาพได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://www.rjhroftware.com/downloads.html

Red Eye Remover 1.0 (ลบรอยตาแดงจากภาพถ่าย)กล้องดิจิทัลจะมีฟังก์ชั่นป้องกันตาแดงเวลาถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่บางครั้งผู้ถ่ายอาจจะลืมเปิดฟังก์ชั่นนี้ขณะใช้งาน โปรแกรม Red Eye Remover สามารถนำภาพถ่ายนั้นมาแก้ไขได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ http://www.vicman.net

PhotoShow Deluxe 2.1 (โปรแกรมเพื่อการสร้างสรรค์ภาพดิจิทัล)เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในการทำงานเกี่ยวกับภาพถ่ายได้หลากหลาย มีการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วนคือ

1. Manage เป็นการจัดการหรือจัดระเบียบภาพถ่ายด้วยการสร้างอัลบั้มแยกไว้เป็นหมวด ๆ แล้วยังสามารถเข้าไปจัดการภาพแต่ละภาพในแต่ละอัลบั้มได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภาพ เพิ่มข้อความในภาพ ส่ง e-mail หรือพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์

2. Make เป็นการสร้างสรรค์งานจากภาพถ่ายของตัวเอง เช่น การสร้างสไลด์โชว์พร้อมเพลงประกอบ การสร้างสกรีนเซิร์ฟเวอร์ การบันทึกภาพลงในแผ่นซีดีรอมในฟอร์แมตของวิดีโอซีดี เป็นต้น

3. Share เป็นการจัดการส่งภาพถ่ายของตนเองไปสู่ผู้อื่น เช่น ส่งทาง e-mail การ upload เข้าเว็บไซต์การบันทึกลงแผ่นซีดี เป็นต้นPhotoShow Deluxe 2.1 เป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่าย สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ www.download.com 13 MB